วันตรุษจีน

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะอธิบายความสำคัญของวันตรุษจีนครับ เชิญอ่านได้เลย
วันตรุษจีนเป็นวันสำคัญทางคนจีนและของคนไทยสายเลือดจีนด้วย
โดยความสำคัญของคนจีนนั้นก็คือเป็นวันปีใหม่ของประเทศจีน มีการทำอาหารเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรษในครอบครัว เผ่าเงินเผ่าทองให้บรรพบุรุษใช้(เป็นความเชื่อของคนจีน) ให้เงินกับลูกหลานที่มาช่วยงานต่างๆ และพอผ่านวันนั้นแล้ว
วันต่อไปก็เป็นวันที่จะชวนหรือพาครอบครัว เครือญาติไปเที่ยวกัน โดยที่กล่าวมานั้นเป็นกิจกรรมที่เหมือนกับ คนที่มีสายเลือดจีนอยู่ในประเทศไทยยกเว้นวันปีใหม่ โดยก่อนที่จะถึงวันตรุษจีนหรือวันเที่ยว จะเป็นวันจ่ายและวันไหว้
โดยวันจ่ายก็คือเป็นวันที่จะต้องซื้อวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงมาใช้ในการทำอาหาร
พอมาถึงวันไหว้ก็จะเป็นวันที่ทำหารอาหารและเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เผ่าเงินเผ่าทอง พอเซ่นไหว้เสร็จแล้วก็รับประทานอาหาร และก็ให้เงินกับลูกหลานที่ช่วยงานหรือมาในวันนั้นอีกด้วย และพอมาถึงวันตรุษจีนที่เป็นสีให้เห็นชัดในปฏิทินก็จะเป็นวันเที่ยว
ก็คือเป็นการชวน พา ครอบครัวและเครือญาติไปเที่ยวในสถานที่ที่ตั้งใจเอาไว้ได้ไป สนุก เรียนรู้ ผ่อนคลาย หรืออื่นๆมากมายที่
ไม่ทำให้เครียด แล้วผมก็ขอจบการนำเสนอในเรื่องวันตรุษจีนไว้แค่นี้นะครับ เชิญติดตามเรื่องต่อไปได้เลยครับ

Advertisements

กำแพงเมืองจีน

สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาบอกเล่าย้อนอดีตของ 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง อันดับที่ 3กันต่อเลย เชิญอ่านประวัติของสถานที่นี้ได้เลย
3.กำแพงเมืองจีน อยู่ที่มณฑลปักกิ่ง ประเทศจีน
สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.332 – 339 โดยจิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นกำแพงที่ยาวที่สุดในโลก
ซึ่งยาวประมาณ 2400 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการรุกรานจากชาวตาตาร์ กำแพงสร้างด้วยดิน หิน และก่ออิฐโดยรอบ มีการสร้างป้อมปราการประมาณ 15,000 แห่ง มีฐานกว้างประมาณ 20 ฟุต ทางเดินกว้างประมาณ 12 ฟุต สูงประมาณ 25 ฟุต มีระฆังบอกเหตุประมาณ 20,000 หอ ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 10 ปี
โดยแรงงานของประชาชนนับล้านคนและมีผู้เสียชีวิตในระหว่างการสร้างประมาณหมื่นคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอสมควร
ปัจจุบันกำแพงเมืองจีนได้รับการบูรณะซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุดเสียหาย ซึ่งทำให้กำแพงเมืองจีนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีสภาพสมบูรณ์สวยงาม
ในที่สุดก็จบไปแล้วกับอันดับที่ 3ของยุคกลาง สมแล้วจริงๆที่ให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะยาวมากกว่า 2400 กิโลเมตรซึ่งยาวมากๆ และขอเชิญติดตามอันดับต่อไปได้เลยครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก 1.http://cdn.learners.in.th/assets/media/files/000/297/625/original_1.jpg?1285584565
2.http://www.tarad2u.com/_files/prakard/2010_05_03_162607_0_kesqeanJ.jpg
3.http://pirun.ku.ac.th/~b4808135/picture/Image.jpg
ขอบคุณครับ

สโตนเฮนจ์

สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาบอกเล่าย้อนอดีตของ 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง อันดับที่ 4กันต่อเลย เชิญอ่านประวัติของสถานที่นี้ได้เลย
4.สโตนเฮนจ์ ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบซาลิสเบอรี ด้านเหนือของเมืองซาลิสเบอรี ในมณฑลวิลไซร์ ห่างจากกรุงลอนดอนไป 10 ไมล์ ประเทศอังกฤษ
มีอายุประมาณปลายยุคหินถึงต้นยุคบรอนซ์ ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้นำมาวางไว้ และนำมาวางไว้เพื่อจุดประสงค์ใด นักวิทยาศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่าสร้างมาเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของมนุษย์ยุคนั้น กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ประกอบด้วยก้อนหินทรงสูงขนาดใหญ่จำนวน 112 ก้อน วางตั้งเรียงเป็นรูปวงกลมซ้อนกันสามวง บางก้อนล้มนอน บางก้อนวางทับซ้อนอยู่บนยอด วงหินรอบนอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 100 ฟุต มีน้ำหนักเป็นตันๆ บริเวณที่ราบซาลิสเบอรีเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีภูเขา และไม่ปรากฏว่ามีก้อนหินอยู่ในบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ.2507
เจอรัลด์ เอส เฮากินส์ นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้สันนิษฐานว่า เป็นสถานที่สำหรับทำนายตำแหน่งของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
ที่สัมพันธ์กับการเกิดฤดูกาลบนพื้นโลก คือเป็นปฏิทินที่สร้างขึ้นมาอย่างหยาบๆนั่นเอง
ในที่สุดก็จบไปแล้วกับอันดับที่ 4ของยุคกลาง โดยสถานที่นี้ก็เป็นได้แค่ข้อสันนิษฐาน ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
มีใครมาวางไว้หรือทำไว้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะสถานที่นี้ก็ได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไปแล้ว เชิญติดตามอันดับต่อไปได้เลยครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก 1.http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/590/8590/images/21/18.18.JPG
2.http://news.nipa.co.th/image/manager/img500/18940_552000011631701.JPEG
3.http://www.bloggang.com/data/ampols/picture/1170381944.jpg
ขอบคุณครับ

เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง

สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาบอกเล่าย้อนอดีตของ 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง อันดับที่ 5กันต่อเลย เชิญอ่านประวัติของสถานที่นี้ได้เลย
5.เจดีย์กระเบื้องเคลือบ ตั้งอยู่ที่เมืองนานกิง อยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน
สร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์เหม็ง ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตัวเจดีย์มีลักษณะทรงสูงรูปแปดเหลื่ยม หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว แขวนกระดิ่งไว้ 80 ลูก โดยรอบเจดีย์ก่อด้วยอิฐประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ ยอดปลายแหลมของเจดีย์เป็นรูปทรงกลมต่อกันขึ้นไปและเคลือบด้วยทอง แต่เจดีย์องค์เดิมมี 3 ชั้น
ต่อมาในสมัยของจักรพรรดิยุ่งโล้แห่งราชวงค์เหม็งประมาณ พ.ศ.1973 ได้โปรดให้สร้างเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 9 ชั้น มีโซ่โยงลงมาจากชายคาตรงแนวที่เป็นเหลี่ยมขององค์เจดีย์ 8 เส้น โดยแขวนกระดิ่งตามสายโซ่รวม 72 ลูก
ปัจจุบันองค์เจดีย์อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก เนื่องจากเหตุการณ์เกิดกบฎไท้เผ็งได้ถูกเผาทำลายเมื่อ พ.ศ.2392
ในที่สุดก็จบไปแล้วกับอันดับที่ 5ของยุคกลาง เชิญติดตามอันดับต่อไปได้เลยครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก 1.http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no02-07/images/nanking2.jpg
2.http://www.thaigoodview.com/files/u1334/nanking_2.jpg
3.http://gpa.tmk.ac.th/webstud/1,28/page3_clip_image017.jpg
ขอบคุณครับ

หอเอนเมืองปิซ่า

สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาบอกเล่าย้อนอดีตของ 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง อันดับที่ 6กันเลย เชิญอ่านประวัติของสถานที่นี้ได้เลย
6.หอเอนเมืองปิซา ตั้งอยู่ที่เมืองปีซา ประเทศอิตาลี
เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสูง 181 ฟุต เริ่มสร้างเมื่อ ค.ศ.1174 แต่การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลง เมื่อก่อสร้างไปได้ประมาณ 4-5 ชั้น เนื่องจากพื้นดินใต้อาคารเริ่มยุบลงจากการที่รากฐานของอาคารไม่มั่นคงพอ ต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อปี ค.ศ.1350 มีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนของโครงสร้างด้านบนไปจากแผนผังเดิม เพื่อถ่วงดุลกับการเอียงของหอ โดยรวมระยะเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 176 ปี แต่ตัวหอก็ยังเอนไปจากแนวตั้งฉาก 14 ฟุต
ปัจจุบันได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมข้างบน เนื่องจากว่าหอจะเอนลงเรื่อยๆ ซึ่งบรรดาวิศวกรกำลังหาทางที่จะหยุดยั้งการเอนและอนุรักษ์ ให้มีสภาพเอียงไว้ให้ได้ชมไปอีกนานๆ สำหรับหอเอนปิซานี้ภายในมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายด้วยฝีมือจิตรกรชื่อดังแห่งยุค
ได้สลักลวดลายไว้สวยงามมาก ณ ที่หอเอนปิซาแห่งนี้เป็นที่ที่กาลิเลโอขึ้นไปทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลกด้วย
ในที่สุดก็จบไปแล้วกับอันดับที่ 6ของยุคกลาง แต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ได้อีกนานเท่าไร เพราะมันเอียงลงมาเรื่อยๆ ฉะนั้นพยายามเข้านะครับนักวิศวกรทุกๆคน ช่วยทำให้มันหยุดเอียงทีนะครับ อยากให้อยู่ไปอีกนานๆ เชิญติดตามอันดับต่อไปได้เลยครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก 1.http://202.44.68.33/files/u20440/pisa.jpg
2.http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-6/no38/picture/pisa_3.jpg
3.http://www.sahavicha.com/UserFiles/Image/pisa1.jpg
ขอบคุณครับ

สุเหร่าโซเฟีย

สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาบอกเล่าย้อนอดีตกับ 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง เริ่มจากอันดับที่ 7ก่อนเลย
เชิญอ่านประวัติของสถานที่นี้ได้เลย
7.สุเหร่าโซเฟีย แห่งคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือ กรุงอีสตันบูล) ประเทศตุรกี
เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะกรรมกรีกและเปอร์เชีย หรือเรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบไบเซนไทน์
สุเหร่าโซเฟียมีจุดเด่นอยู่ที่ยอดโดมกลางวิหาร การประดับประดากระจกหลายสีที่บริเวณเหนือหน้าต่างประตู และเสาสลักตามแบบไปเซนไทน์ถึง 108 ต้นภายในตัววิหาร สุเหร่าโซเฟียสร้างขึ้นมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งอาณาจักรโรมันตะวันออก ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 17 ปี และถูกชนชาติเติร์กบุกทำลาย
ต่อมาในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน ได้สร้างขึ้นมาใหม่อย่างวิจิตรงดงามด้วยเครื่องประดับตกแต่งที่มีค่าต่างๆ โดยใช้เวลาในการสร้างนานถึงประมาณ 20 ปี แต่เกิดแผ่นดินไหวขึ้นทำให้แตกร้าวเสียหาย ซึ่งได้รับการซ่อมแซมจนอยู่ในสภาพเดิมในเวลาต่อมา พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 2 ทรงนับถือศาสนาอิสลามได้เข้ามามีอำนาจเหนือตุรกี
ได้ดัดแปลงให้โบสถ์กลายเป็นสุเหร่าที่มีความงามทางสถาปัตยกรรมอีกแบบหนึ่ง
ในที่สุดก็จบไปแล้วกับอันดับที่ 7ของยุคกลางเชิญติดตามอันดับต่อไปได้เลยครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก 1.http://www.guitarthai.com/picpost/mpicpost/A9519.jpg
2.http://www.thaigoodview.com/files/u1334/sophia_1.jpg
3.http://www.kanjana2009.ob.tc/image/ayasofya.jpg
ขอบคุณครับ

มหาพีระมิดแห่งกีซ่า

แล้วก็ถึงสักทีนะครับกับ อดีตของ 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณของอันดับที่ 1
เชิญอ่านประวัติของสถานที่สุดท้ายนี้ได้เลย
1.มหาพีระมิดแห่งกีซ่า ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ณ เมืองกีเซ ตอนเหนือของกรุงไคโร ประเทศอียิปต์
ประกอบไปด้วยพีระมิดใหญ่ 3 องค์ คือ พีระมิดที่บรรจุพระศพของฟาโรหคีออปส์        คีเฟรน และไมเซอริมุส
พีระมิดคีออปส์ เป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 3500 ปีก่อนคริสต์ศักราช เดิมสูงถึง 481 ฟุต แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 450 ฟุต ฐานของพีระมิดครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 32.5 ไร่ สร้างขึ้นโดยการใช้หินทรายตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมก้อนละประมาณ 2.5 ตัน ถึง 30 ตัน โดยใช้หินทั้งหมดกว่า 2.3 ล้านก้อน ใช้แรงงานทาสและกรรมกรในการก่อสร้างประมาณ 100,000 คน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 20 ปี
สำหรับพีระมิดคีเฟรนหรือพีระมิดรูปสฟิงซ์ซึ่งเป็นคนครึ่งราชสีห์ โดยมีใบหน้าเป็นคนมีตัวเป็นราชสีห์อยู่ในท่าหมอบเฝ้าหน้า พีระมิดคีออปส์สูงประมาณ 66 ฟุต
ปัจจุบันเป็นสิ่งมหัสจรรย์ยุคโบราณเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์เหมือนในอดีต
และก็จบไปกับอันดับที่ 1ของยุคโบราณ เชิญติดตามเรื่องต่อไปได้เลยครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจากhttp://www.megguru.com/forup/144.jpg
ขอบคุณครับ